"เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" วลีเด็ดฮิตอินเตอร์เน็ตในชั่วข้ามคืน!
เปิดใจ ′ครูอังคณา′ ในคลิปกระหึ่มโลกไซเบอร์ ′เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่′ จนเป็นประโยคฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง เผยสอนอยู่ที่โรงเรียนใน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ส่วนต้นตอคลิปฮอตมาจากการที่ ′น้องโอ๊ต′ ลูกศิษย์ชั้น ม.1 โมโหน้อยใจที่ถูกหัวหน้าห้องตัดออกจากกลุ่มในเว็บเฟซบุ๊ก ประกอบกับเคยสั่งว่าถ้านักเรียนมีเรื่องอะไรกันให้มาบอกครูเป็นคนแรก ทำให้เด็กพูดออกไปว่าจะเอาเรื่องมาฟ้องครูอังคณา โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงต้นปี แต่ทุกวันนี้น้องโอ๊ตกับเพื่อนๆ เข้าใจกันดีแล้วและรักกันดี ด้าน ′ครูยุ่น′ ระบุสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กรู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
จากกรณีเกิดกระแสฮือฮาอย่างมากในเครือข่ายสังคมออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ ไปจนถึงเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ หลังจากมีผู้โพสต์เผยแพร่คลิป "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ซึ่งมีคนคลิกชมในยูทูบเกือบล้านครั้งในช่วงเวลาไม่กี่วัน โดยเป็นวิดีโอบันทึกภาพเด็กชายคนหนึ่ง กำลังพูดตัดพ้อเพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนห้อง 1/9 โดยเฉพาะเพื่อนชื่อ "บอล" ซึ่งไม่ให้เด็กชายคนนี้เข้าร่วมทำงานกลุ่มในเว็บเฟซบุ๊ก และในตอนจบของคลิปเด็กชายได้พูดว่า "ถ้าไม่เอากูเป็นพวกเราชาว 1/9 เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่!" ทำให้วลีท้ายสุด "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ที่เด็กพูดเน้นและลากเสียงกลายเป็นคำฮิตติดแป้นพิมพ์นักท่องอินเตอร์เน็ต กระทั่งลามมาพูดกันแพร่หลายในสังคม
สำหรับสาเหตุการถูกบล็อกออกจากกลุ่มเฟซบุ๊กนั้น เด็กชายระบุไว้ในคลิปว่าเป็นเพราะตนเข้าไปโพสต์ "........." เอาไว้บนหน้าเว็บ นอกจากนั้นยังบรรยายรายละเอียดเอาไว้ในคลิปอีกว่า "หวัดดีเพื่อนๆ ชาวเฟซบุ๊กครับ คือ...ทนไม่ไหว....ขออัดคลิปเลย คือพิมพ์เป็นตัวอักษรหรือตัวต่อคลิปแล้วมันไม่สะใจ มันไม่ได้น้ำเสียงจริงๆ จังๆ ง่ะ คือตอนเนียะ....เข้ากลุ่มพวกเราชาว 1/9 ไม่ได้เลย ทำไมง่ะ ไอ้เรื่องแค่เนียะ แล้วมันหนักกบาลใครอะ...ก็จุด ก็จุดแล้ว...มาเ--กจุดด้วยอะ ไอ้บอลเอ๊ยคิดได้เนาะ ให้ทุกคนไล่ออกจากกลุ่ม 1/9 ก็เพราะเรื่องกะโหลกกะลาแค่นี้เองเหรอ ทำไมอะ เหอะ ทำไมต้องไล่ออกด้วย
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" ตรวจสอบข้อมูลในอินเตอร์เน็ตพบว่า เด็กชายในคลิป "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" มีชื่อว่าด.ช.โอ๊ต เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/9 โรงเรียนกระทุ่มแบน "วิเศษสมุทคุณ" อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ส่วนครูอังคณามีชื่อจริงว่า นางอังคณา แสบงบาล อายุ 36 ปี ตำแหน่งครู คส.2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สอนวิชาวิทยาศาสตร์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเป็นครูที่ปรึกษาของนักเรียน ม.1/9 ซึ่งเป็นห้องเด็กเรียนเก่ง หรือห้องสมาร์ตคลาส ที่ด.ช.โอ๊ตเรียนอยู่
ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังร.ร.กระทุ่มแบน "วิเศษสมุทคุณ" พบกับนายบุญชอบ สาธร ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูอังคณา ซึ่งให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ว่า เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนม.ค.2555 เด็กนักเรียนในห้อง 1/9 มีอยู่ด้วยกัน 28 คน เป็นนักเรียนชาย 8 คน และนักเรียนหญิง 19 คน ร่วมกันทำงานกลุ่มของอีกวิชาหนึ่ง ซึ่งเด็กๆ ตั้งกลุ่มในเว็บเฟซบุ๊กขึ้นเพื่อใช้เป็นช่องทางปรึกษาหารือพูดคุยเรื่องงาน โดยมีตนและน้องโอ๊ตเข้าร่วมเป็นเพื่อนในกลุ่มด้วย
ครูอังคณากล่าวว่า จากคำบอกกล่าวของ ด.ช.บอล หัวหน้าห้อง ระบุว่า ขณะเพื่อนๆ กำลังปรึกษากันเรื่องงานที่จะต้องทำส่งอาจารย์อีกท่าน เด็กชายโอ๊ตเข้ามาโพสต์ จุด จุด จุด กว่า 90 ครั้ง ทำให้การปรึกษาเรื่องงานของเพื่อนๆ นักเรียนมีปัญหาและขาดตอนไป ด.ช. บอลจึงบล็อกไม่ให้ด.ช.โอ๊ตเข้ามา และเป็น ที่มาของคลิปดังกล่าว โดยหลังจากน้องโอ๊ต โพสต์ คลิปเข้าไปในกลุ่มเพื่อนเฟซบุ๊กแล้ว ครูผู้สอนเรียกเด็กชายคู่กรณีทั้งสองคนมาพูดคุยสอบถาม ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้มีอะไรโกรธเคืองกันและเข้าใจกันดี เพื่อนๆ ในห้องก็รับด.ช.โอ๊ตเข้ามาทำงานกลุ่มเหมือนเดิม นักเรียนทุกคนใช้ชีวิตตามปกติ กระทั่งเมื่อช่วงเช้ามีคนมาบอกว่า คลิปนี้ถูกโพสต์ในโลกอินเตอร์เน็ตและกำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไปอย่างมาก มีคนเข้าไปชมหลักแสน ทำให้ตนรู้สึกงงและสงสัยว่าทำไมคลิปๆ นี้ถึงได้เป็นที่สนใจ เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ และเรื่องจบลงไปตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ครูอังคณาเปิดเผยต่อไปว่า ด.ช.โอ๊ตมีนิสัยน่ารัก เรียนเก่ง โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ เมื่อสอบแล้วได้คะแนนเกือบเต็มตลอด อีกทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ บางครั้งด.ช.โอ๊ตจะชอบเก็บตัวเงียบอ่านหนังสือเพียงคนเดียว แต่ไม่ใช่เด็กมีปัญหาอะไรกับใคร คิดว่าสิ่งที่ทำลงไปเป็นเพียงแค่ความคิดของเด็กที่ต้องการระบายอารมณ์โมโหหัวหน้าห้อง จากการสอบถามด.ช. โอ๊ตบอกว่าเป็นคนทำคลิปๆ นี้เอง โดยใช้ "ไอแพด" ถ่าย จากนั้นนำไปโพสต์ให้ดูเพียงแค่ในกลุ่มเพื่อนสมาร์ตคลาสเท่านั้น แต่ไม่เคยโพสต์ลงเว็บยูทูบ
ครูอังคณาระบุว่า สำหรับที่มาวลีฮิต "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" น่าจะมาจากการที่ตนเป็นครูที่ปรึกษา และเคยบอกเด็กนักเรียนไว้ว่า ใครมีปัญหาหรือมีเรื่องอะไร ต้องบอกครูเป็นคนแรก อย่าให้ครูไปรู้จากที่อื่น และที่สำคัญคือขอให้นักเรียนมีความรักสามัคคี อย่าทะเลาะกัน จากคำพูดของครูที่ว่ามีอะไรให้บอกครูเป็นคนแรกนี่เองอาจทำให้ด.ช.โอ๊ตพูดออกมาว่า "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่"
ด้านนายบุญชอบ ผอ.โรงเรียนกระทุ่มแบน "วิเศษสมุทคุณ" กล่าวว่า ที่มาที่ทำให้คลิปนี้ได้รับความสนใจน่าจะมาจากวลี "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" เท่านั้นเอง โดยหลายคนคงอยากรู้ว่าครูอังคณาเป็นใคร มีนิสัยอย่างไร โดยส่วนตัวของครูอังคณาเป็นคนเรียบร้อย ใจดี และเข้ากับเด็กนักเรียนได้ดี ไม่เคยมีปัญหาอะไร ทำหน้าที่ของครูได้เป็นแบบอย่างที่ดี
วันเดียวกัน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสคลิป "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ว่า เป็นการแสดงออกของเด็กที่เล่นกันในกลุ่มเพื่อน มั่นใจว่าแม้จะมีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้กับเด็ก ป.1 ทั่วประเทศ เด็กจะไม่นำแท็บเล็ตที่ทางรัฐบาลแจกให้ไปทำเรื่องไร้สาระ เพราะแท็บเล็ตคือเครื่องมือการเรียนรู้ที่บรรจุเนื้อหาสาระมีคุณภาพ และการใช้ต้องอยู่ในการควบคุมของครูผู้สอน ดังนั้น อะไรที่เป็นเครื่องมือที่จะก่อให้เกิดผลด้านลบต่อเด็กครูจะต้องดูแลให้เกิดความเหมาะสม ขณะเดียวกันต้องใช้อินเตอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และตัวครูเองต้องรู้เท่าทันเด็กเช่นกัน เพื่อควบคุมพฤติกรรมการใช้ไอทีอย่างถูกต้อง
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและผู้ปกครองที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายการแจกแท็บเล็ต เพราะเป้าหมายของประเทศในปัจจุบันคือโลกแห่งเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้น เหมือนโลกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา จากสมัยก่อนเราเคยใช้กระดานชนวน ต่อจากนั้นมาเรื่อยๆ เราเปลี่ยนมาใช้กระดาษ ซึ่งเด็กจะดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่า
ด้านนายมนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขา ธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า หากมองในแง่ดีจะเห็นว่าเด็กใช้เทคโนโลยีทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบในเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียน ไม่ได้นำไปใช้ในทางไม่เหมาะสม ล่าสุดทราบว่า ครูอังคณาออกมาแก้ปัญหาแล้ว จึงตัดปัญหาที่จะเกิดตามมาต่อไป ส่วนตัวเห็นว่าถึงจะไม่มีทั้ง 2 เว็บไซต์นี้ผู้ใหญ่ก็ยังด่ากันแรงกว่านี้ให้เด็กเห็น ตนมองในแง่ดีของเทคโนโลยีที่ทำให้ดูคล้ายกับว่าเด็กอยู่ในสายตาของครู และตัวเด็กเองหากมีงานกลุ่มต้องทำในช่วงวันหยุดจะมีช่องทางปรึกษาหารือกันได้
นายมนตรีระบุว่า ประเด็นคลิป "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" เห็นได้ชัดว่า เด็กที่อัดคลิปวิดีโอลงบนยูทูบมีปัญหากับกลุ่มใหญ่ การถูกปฏิเสธโดยกลุ่มเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็ก ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด จึงต้องมานั่งบอกสังคม การป้องกันปัญหาเช่นนี้เด็กควรปรึกษาครูก่อนปฏิเสธเพื่อน และเด็กที่ถูกปฏิเสธควรบอกครูก่อนบอกสังคม การใช้เทคโนโลยีทำงานต้องมีกติการ่วมกัน หากเป็นไปได้ควรมีครูคอยให้คำแนะนำอยู่ในกลุ่มด้วย
"กรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง แต่ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กรู้จักใช้เทคโน โลยีอย่างเหมาะสม เพราะเด็กมักมองแค่แง่ดีของเทคโนโลยี โดยไม่ทันคิดว่า บางครั้งเทคโน โลยีก็เปิดประตูให้คนร้ายเข้ามาด้วย นอกจากนี้การให้เด็กเคารพกติกาเป็นเรื่องที่สำคัญ และที่ควรปลูกฝังควบคู่กันไปคือเรื่องสิทธิของบุคคล เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นละเมิดสิทธิของคนอื่น" นายมนตรีกล่าว
ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังร.ร.กระทุ่มแบน "วิเศษสมุทคุณ" พบกับนายบุญชอบ สาธร ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูอังคณา ซึ่งให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนกลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ว่า เหตุการณ์ในคลิปเกิดขึ้นช่วงต้นเดือนม.ค.2555 เด็กนักเรียนในห้อง 1/9 มีอยู่ด้วยกัน 28 คน เป็นนักเรียนชาย 8 คน และนักเรียนหญิง 19 คน ร่วมกันทำงานกลุ่มของอีกวิชาหนึ่ง ซึ่งเด็กๆ ตั้งกลุ่มในเว็บเฟซบุ๊กขึ้นเพื่อใช้เป็นช่องทางปรึกษาหารือพูดคุยเรื่องงาน โดยมีตนและน้องโอ๊ตเข้าร่วมเป็นเพื่อนในกลุ่มด้วย
ครูอังคณากล่าวว่า จากคำบอกกล่าวของ ด.ช.บอล หัวหน้าห้อง ระบุว่า ขณะเพื่อนๆ กำลังปรึกษากันเรื่องงานที่จะต้องทำส่งอาจารย์อีกท่าน เด็กชายโอ๊ตเข้ามาโพสต์ จุด จุด จุด กว่า 90 ครั้ง ทำให้การปรึกษาเรื่องงานของเพื่อนๆ นักเรียนมีปัญหาและขาดตอนไป ด.ช. บอลจึงบล็อกไม่ให้ด.ช.โอ๊ตเข้ามา และเป็น ที่มาของคลิปดังกล่าว โดยหลังจากน้องโอ๊ต โพสต์ คลิปเข้าไปในกลุ่มเพื่อนเฟซบุ๊กแล้ว ครูผู้สอนเรียกเด็กชายคู่กรณีทั้งสองคนมาพูดคุยสอบถาม ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้มีอะไรโกรธเคืองกันและเข้าใจกันดี เพื่อนๆ ในห้องก็รับด.ช.โอ๊ตเข้ามาทำงานกลุ่มเหมือนเดิม นักเรียนทุกคนใช้ชีวิตตามปกติ กระทั่งเมื่อช่วงเช้ามีคนมาบอกว่า คลิปนี้ถูกโพสต์ในโลกอินเตอร์เน็ตและกำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไปอย่างมาก มีคนเข้าไปชมหลักแสน ทำให้ตนรู้สึกงงและสงสัยว่าทำไมคลิปๆ นี้ถึงได้เป็นที่สนใจ เพราะไม่มีอะไรน่าสนใจ และเรื่องจบลงไปตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ครูอังคณาเปิดเผยต่อไปว่า ด.ช.โอ๊ตมีนิสัยน่ารัก เรียนเก่ง โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ เมื่อสอบแล้วได้คะแนนเกือบเต็มตลอด อีกทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ บางครั้งด.ช.โอ๊ตจะชอบเก็บตัวเงียบอ่านหนังสือเพียงคนเดียว แต่ไม่ใช่เด็กมีปัญหาอะไรกับใคร คิดว่าสิ่งที่ทำลงไปเป็นเพียงแค่ความคิดของเด็กที่ต้องการระบายอารมณ์โมโหหัวหน้าห้อง จากการสอบถามด.ช. โอ๊ตบอกว่าเป็นคนทำคลิปๆ นี้เอง โดยใช้ "ไอแพด" ถ่าย จากนั้นนำไปโพสต์ให้ดูเพียงแค่ในกลุ่มเพื่อนสมาร์ตคลาสเท่านั้น แต่ไม่เคยโพสต์ลงเว็บยูทูบ
ครูอังคณาระบุว่า สำหรับที่มาวลีฮิต "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" น่าจะมาจากการที่ตนเป็นครูที่ปรึกษา และเคยบอกเด็กนักเรียนไว้ว่า ใครมีปัญหาหรือมีเรื่องอะไร ต้องบอกครูเป็นคนแรก อย่าให้ครูไปรู้จากที่อื่น และที่สำคัญคือขอให้นักเรียนมีความรักสามัคคี อย่าทะเลาะกัน จากคำพูดของครูที่ว่ามีอะไรให้บอกครูเป็นคนแรกนี่เองอาจทำให้ด.ช.โอ๊ตพูดออกมาว่า "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่"
ด้านนายบุญชอบ ผอ.โรงเรียนกระทุ่มแบน "วิเศษสมุทคุณ" กล่าวว่า ที่มาที่ทำให้คลิปนี้ได้รับความสนใจน่าจะมาจากวลี "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" เท่านั้นเอง โดยหลายคนคงอยากรู้ว่าครูอังคณาเป็นใคร มีนิสัยอย่างไร โดยส่วนตัวของครูอังคณาเป็นคนเรียบร้อย ใจดี และเข้ากับเด็กนักเรียนได้ดี ไม่เคยมีปัญหาอะไร ทำหน้าที่ของครูได้เป็นแบบอย่างที่ดี
วันเดียวกัน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสคลิป "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" ว่า เป็นการแสดงออกของเด็กที่เล่นกันในกลุ่มเพื่อน มั่นใจว่าแม้จะมีนโยบายแจกแท็บเล็ตให้กับเด็ก ป.1 ทั่วประเทศ เด็กจะไม่นำแท็บเล็ตที่ทางรัฐบาลแจกให้ไปทำเรื่องไร้สาระ เพราะแท็บเล็ตคือเครื่องมือการเรียนรู้ที่บรรจุเนื้อหาสาระมีคุณภาพ และการใช้ต้องอยู่ในการควบคุมของครูผู้สอน ดังนั้น อะไรที่เป็นเครื่องมือที่จะก่อให้เกิดผลด้านลบต่อเด็กครูจะต้องดูแลให้เกิดความเหมาะสม ขณะเดียวกันต้องใช้อินเตอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และตัวครูเองต้องรู้เท่าทันเด็กเช่นกัน เพื่อควบคุมพฤติกรรมการใช้ไอทีอย่างถูกต้อง
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและผู้ปกครองที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องเปลี่ยนเป้าหมายการแจกแท็บเล็ต เพราะเป้าหมายของประเทศในปัจจุบันคือโลกแห่งเทคโนโลยีแทบทั้งสิ้น เหมือนโลกที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา จากสมัยก่อนเราเคยใช้กระดานชนวน ต่อจากนั้นมาเรื่อยๆ เราเปลี่ยนมาใช้กระดาษ ซึ่งเด็กจะดีหรือไม่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี แต่อยู่ที่การดูแลของพ่อแม่ผู้ปกครองมากกว่า
ด้านนายมนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขา ธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า หากมองในแง่ดีจะเห็นว่าเด็กใช้เทคโนโลยีทั้งเฟซบุ๊กและยูทูบในเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียน ไม่ได้นำไปใช้ในทางไม่เหมาะสม ล่าสุดทราบว่า ครูอังคณาออกมาแก้ปัญหาแล้ว จึงตัดปัญหาที่จะเกิดตามมาต่อไป ส่วนตัวเห็นว่าถึงจะไม่มีทั้ง 2 เว็บไซต์นี้ผู้ใหญ่ก็ยังด่ากันแรงกว่านี้ให้เด็กเห็น ตนมองในแง่ดีของเทคโนโลยีที่ทำให้ดูคล้ายกับว่าเด็กอยู่ในสายตาของครู และตัวเด็กเองหากมีงานกลุ่มต้องทำในช่วงวันหยุดจะมีช่องทางปรึกษาหารือกันได้
นายมนตรีระบุว่า ประเด็นคลิป "เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่" เห็นได้ชัดว่า เด็กที่อัดคลิปวิดีโอลงบนยูทูบมีปัญหากับกลุ่มใหญ่ การถูกปฏิเสธโดยกลุ่มเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็ก ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด จึงต้องมานั่งบอกสังคม การป้องกันปัญหาเช่นนี้เด็กควรปรึกษาครูก่อนปฏิเสธเพื่อน และเด็กที่ถูกปฏิเสธควรบอกครูก่อนบอกสังคม การใช้เทคโนโลยีทำงานต้องมีกติการ่วมกัน หากเป็นไปได้ควรมีครูคอยให้คำแนะนำอยู่ในกลุ่มด้วย
"กรณีที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง แต่ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กรู้จักใช้เทคโน โลยีอย่างเหมาะสม เพราะเด็กมักมองแค่แง่ดีของเทคโนโลยี โดยไม่ทันคิดว่า บางครั้งเทคโน โลยีก็เปิดประตูให้คนร้ายเข้ามาด้วย นอกจากนี้การให้เด็กเคารพกติกาเป็นเรื่องที่สำคัญ และที่ควรปลูกฝังควบคู่กันไปคือเรื่องสิทธิของบุคคล เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นละเมิดสิทธิของคนอื่น" นายมนตรีกล่าว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
♣กรุณา โพลต์ด้วยความสุภาพฯ ~('_^)/♣